SR3 : ประโยชน์ของสนามแม่เหล็กชนิดอ่อน

Views : 5008

ประโยชน์ของสนามแม่เหล็กชนิดอ่อน

ค.ศ.1970 ศาสตราจารย์ Photios Anninos นักฟิสิกส์ด้านการแพทย์ แห่งประเทศกรีซ ได้ริเริ่มวิจัยและพัฒนาวิธีการบำบัดรักษาผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน (Parkinson”s disease)
และโรคลมชัก (epilepsy) ด้วยสนามแม่เหล็กชนิดอ่อนมาก (very weak magnetic field therapy)

ค.ศ.1991 ศาสตราจารย์ Photios Anninos ได้ตีพิมพ์รายงานผลการวิจัยรักษาผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน จำนวนหลายร้อยรายด้วยสนามแม่เหล็กชนิดอ่อนมาก
ทำให้อาการที่ผิดปกติมานานของผู้ป่วยกลับมาปกติได้

ค.ศ.1991 ดร.Reuven Sandyk อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา (Neurologist) ได้ปฏิบัติงานร่วมกับศาสตราจารย์ Photios Anninos ที่ประเทศกรีซ
และได้ตีพิมพ์ผลงานหลายฉบับร่วมกันเกี่ยวกับผลการรักษาผู้ป่วยโรคพาร์กินสันด้วย picoTesla AC pulsed electromagnetic therapy

ต่อมาได้มีตีพิมพ์รายงานออกมาอีกกว่า 500 ผลงานในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาถึงผลการรักษาผู้ป่วยโรคสมองอื่นๆ เช่น ไมเกรน ปวดศีรษะ โรคซึมเศร้า โรคสมาธิสั้นและอื่นๆ

*** ทำไมต้องอ่อนมากขนาดพิโคเทสลา (picoTesla) ?

เมื่อความลี้ลับของสนามแม่เหล็กในสมองมนุษย์เราถูกเปิดเผย เราถึงได้ทราบจากเครื่องตรวจสนามแม่เหล็กในสมอง (Magnetoencephalogram) หรือ MEG
ว่าความแรงของสนามแม่เหล็กในสมองมนุษย์นั้นมีขนาดน้อยมากอยู่ในช่วงพิโคเทสลา (picoTesla) ซึ่งมีค่าเท่ากับ 1/1,000,000,000,000 หรือ 10-12 เทสลา (Tesla)
หรือเท่ากับ 1/100,000,000 หรือ 10-8 เกาส์ (Gauss)

ถ้าเราใช้แม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความแรงของสนามแม่เหล็กในปริมาณน้อยมากขนาดนี้คืออยู่ในช่วงพิโคเทสลา (picoTesla) ก็จะใกล้เคียงกับของปกติที่มีอยู่ในสมองมนุษย์เราอยู่แล้ว
และสามารถไปเหนี่ยวนำให้เกิดกระแสไฟฟ้าให้กับเซลล์ประสาทบริเวณรอยประสานประสาท (synapse) ในปริมาณที่น้อยมากเช่นเดียวกัน
ปริมาณกระแสไฟฟ้าน้อยมากขนาดนี้จะไปสัมพันธ์กับแรงดันไฟฟ้าที่เกิดขึ้นภายหลังผ่านรอยประสานประสาทชนิดกระตุ้น (excitatory postsynaptic potential-EPSP)
ในรอยประสานประสาท (nerve synapse) ที่เซลล์ประสาททำงานตามปกติอยู่แล้ว

การบำบัดรักษาโรคด้วยสนามแม่เหล็กชนิดอ่อนมาก (picoTesla magnetic therapy) เปรียบเสมือนการเลียนแบบการทำงานปกติของเซลล์ประสาทตามธรรมชาตินั่นเอง

*** อันตรายจากการบำบัดด้วยสนามแม่เหล็กชนิดอ่อนมากมีไหม ?

มนุษย์ทุกคนที่อยู่บนโลกนี้ต้องอยู่ในอิทธิพลของสนามแม่เหล็กโลกด้วยกันทั้งสิ้น ความแรงของสนามแม่เหล็กโลกมีค่าประมาณ 0.5 เกาส์ (Gauss-G)
ขณะที่ความแรงของสนามแม่เหล็กไฟฟ้า 1 พิโคเทสลา (picoTesla) มีค่าเท่ากับ 1/100,000,000 หรือ 10-8 เกาส์ (Gauss) ดังนั้น จึงมีค่าน้อยกว่าความแรงของสนามแม่เหล็กโลกถึง 10 ล้านเท่า (10,000,000)

ถ้าเปรียบเทียบกับแท่งแม่เหล็กทั่วไปซึ่งมีความแรงประมาณ 50 G ส่วนเครื่องตรวจระบบต่างๆ ของร่างกายด้วยสนามแม่เหล็ก (magnetic resonance imaging-MRI)
ซึ่งเป็นที่นิยมในปัจจุบัน ใช้หลักการส่งผ่านคลื่นความถี่วิทยุไปยังผู้ป่วยที่นอนอยู่ในอุโมงค์สนามแม่เหล็ก ภายในอุโมงค์มีสนามแม่เหล็กไฟฟ้าแรงสูงถึง 1.5 Tesla หรือเท่ากับ 15,000 G

นอกจากนี้ โทรศัพท์มือถือที่ทุกคนใช้กันอย่างพร่ำเพรื่อก็มีกำลังวัตต์สูงซึ่งก่อให้เกิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมาได้น่าจะเป็นสิ่งที่น่ากลัวและอันตรายต่อสมองของมนุษย์มากกว่า

จากประสบการณ์ของศาสตราจารย์ Photios Anninos ในการบำบัดด้วยสนามแม่เหล็กชนิดอ่อนมาเป็นระยะเวลานาน 20 กว่าปี พบว่าไม่มีผลเสียหรือผลข้างเคียงที่เกิดจากการบำบัดโดยวิธีนี้แต่อย่างใดเลย
ระยะเริ่มต้นแห่งการค้นพบ (picoTesla Magnetic Therapy) นับจาก ค.ศ. 1970 ที่ศาสตราจารย์ Photios Anninos ได้ริเริ่มวิจัยและพัฒนาวิธีการบำบัดรักษาผู้ป่วยโรคสมองด้วยสนามแม่เหล็กชนิดอ่อนมาก (very weak magnetic field therapy) ถึงปัจจุบันเป็นเวลาราว 30 ปีแล้ว ผลงานการศึกษาค้นพบต่างๆยังถือว่าอยู่ในระยะเริ่มต้น และยังไม่ได้เป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์ทั่วไป

สำหรับในประเทศกรีซ การใช้สนามแม่เหล็กขนาดอ่อนมากระตุ้นสมองผ่านทางกะโหลกศีรษะ เป็นโครงการทางการแพทย์ที่ได้รับเงินอุดหนุนจากกระทรวงการวิจัยและเทคโนโลยี ส่วนเครื่องมือที่ใช้ในการบำบัดได้รับการยอมรับจากกระทรวงสาธารณสุขของประเทศกรีซ

ผลงานการรักษาและประสบการณ์ของศาสตราจารย์ Photios Anninos ในการรักษาทั้งผู้ป่วยโรคลมชัก (epilepsy)
และโรคพาร์กินสัน (Parkinson”s disease) ด้วยการใช้สนามแม่เหล็กชนิดอ่อนมาก มีดังต่อไปนี้

1.โรคพาร์กินสัน เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาท จากการขาดสารโดปามีนในสมอง พบบ่อยในผู้สูงอายุ โรคนี้เกิดขึ้นจากการเสื่อมและตายไปของเซลล์สมองในตำแหน่งที่สร้างสารโดปามีนจนไม่สามารถสร้างสารโดปามีนได้เพียงพอ สารนี้มีความสำคัญต่อการควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย

นับแต่ ค.ศ.1991 ศาสตราจารย์ Photios Anninos ได้รายงานการรักษาผู้ป่วยโรคพาร์กินสันจำนวนหลายร้อยรายแล้วด้วยสนามแม่เหล็กที่อ่อนมาก ทำให้อาการที่ผิดปกติมานานของผู้ป่วยกลับมาปกติได้ ผู้ป่วยดีขึ้นจากการรักษามากกว่า 75% คืออาการสั่นลดลงอย่างชัดเจน ผ่อนคลาย มีกำลังมากขึ้น การแสดงสีหน้าและการพูดดีขึ้น อาการปวดกล้ามเนื้อหายไป การประสานงานของแขนขาดีขึ้น นอกจากนี้ ยังได้ตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง และตรวจสนามแม่เหล็กในสมอง (MEG) ของผู้ป่วยก่อนและหลังการรักษาด้วยสนามแม่เหล็กชนิดอ่อน ปรากฏว่าหลังการรักษาทั้งสองแบบ มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นปกติหรือดีขึ้นกว่าเดิมได้

2.โรคลมชัก มีรายงานผู้ป่วยโรคลมชักที่มีความผิดปกติของคลื่นแม่เหล็กในสมองหลังจากที่ตรวจด้วยเครื่องตรวจคลื่นแม่เหล็กในสมอง และได้ประดิษฐ์เครื่องมือสร้างสนามแม่เหล็กที่มีความแรงน้อยมาก (very low intensity pulsed electromagnetic field therapy) เพื่อปรับเปลี่ยนแก้ไขคลื่นสมองของผู้ป่วยที่ผิดปกตินั้น ปรากฏว่าผู้ป่วยดีขึ้น หลังจากได้รับการรักษา อาการชักลดน้อยลงกว่าเดิมมากหรือบางรายไม่มีอาการชักอีกเลย

ด้าน ดร.Reuven Sandyk ซึ่งตีพิมพ์รายงานออกมากว่า 500 ผลงาน ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ถึงผลของการรักษาผู้ป่วยโรคสมองและโรคจิตเวช
ปัจจุบัน ดร.Reuven Sandyk ยังคงให้การรักษาอยู่ที่คลีนิคในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา
ผลการรักษาที่รายงานมีหลายโรค ยกตัวอย่างเฉพาะบางโรคดังนี้

  1. โรคพาร์กินสัน อาการสั่น กล้ามเนื้อเกร็ง การเคลื่อนไหวและท่าทางดีขึ้น อารมณ์ การเรียนรู้โดยเฉพาะความจำระยะสั้นดีขึ้นและคลื่นสมองกลับมาเป็นปกติ
  2. โรคอัมพาตจากเส้นเลือดในสมองตีบ (Hemiparalysis from ischemic stroke) อาการเกร็งของแขนขาด้านที่เป็นลดน้อยลง กล้ามเนื้อมีแรงมากขึ้น อารมณ์ดีขึ้น
  3. โรคออทิสติก (Autistic) ปฏิกิริยาการโต้ตอบด้านสังคมกับคนในครอบครัวดีขึ้น การสื่อสารด้านคำพูดดีขึ้น การพูดและสนทนาเป็นประโยคดีขึ้น
    อาการอยู่ไม่นิ่ง ซนผิดปกติ ย้ำคิดย้ำทำลดน้อยลง อารมณ์และการนอนหลับดีขึ้น
  4. โรคนอนไม่หลับเรื้อรัง (Chronic insomnia) ช่วยให้การนอนหลับได้ดีขึ้นและหลับสนิทได้นานโดยไม่ต้องตื่นขึ้นมาเวลากลางคืน ทำให้พักผ่อนได้เพียงพอ
  5. โรคติดเหล้า (Alcohol abuse/dependency) ลดอาการอยากและลดปริมาณที่ดื่มลงได้
  6. โรควิตกกังวลที่เกิดหลังเผชิญเหตุการณ์รุนแรง (Posttraumatic stress disorder -PTSD) ลดอาการวิตกกังวลและหวาดผวา ลดความคิดซ้ำๆ นอนหลับดีขึ้น
  7. โรควิตกกังวลและหวาดกลัว (Anxiety and panic disorder) ลดระดับความวิตกกังวล จิตใจผ่อนคลายสามารถเผชิญกับภาวะที่ตึงเครียดได้
    อารมณ์และการนอนหลับดีขึ้น ลดอาการหวาดกลัวทั้งอาการใจเต้น ใจสั่น เหงื่อออก หายใจไม่อิ่ม แขนขาอ่อนแรงลงได้
  8. โรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive compulsive disorder-OCD) ลดความคิดซ้ำๆไร้เหตุผล ลดความรู้สึกที่ไม่สบายใจ ลดระดับความวิตกกังวลและอารมณ์ดีขึ้น

จากผลงานการรักษาและประสบการณ์ของศาสตราจารย์ Photios Anninos และ ดร.Reuven Sandyk มีประเด็นที่น่าสนใจคือ สนามแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดอ่อนมากนี้สามารถไปปรับเปลี่ยนแก้ไขความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าสมอง และสนามแม่เหล็กในสมอง ของผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน ให้กลับมาปกติหรือดีขึ้นกว่าเดิมได้

เนื่องจากโรคสมาธิสั้นก็เป็นโรคที่มีความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าสมองในบริเวณสมองส่วนหน้า นั่นคือ สมองผลิตคลื่นทีตาที่มีปริมาณมากเกินไปและคลื่นเบตาที่น้อยเกินไปในลักษณะที่ไม่สมดุลกัน และถ้าได้ตรวจวัดสนามแม่เหล็กในสมองของเด็กสมาธิสั้นย่อมมีความผิดปกติเช่นกัน

ความผิดปกติของสมองและระบบประสาทและโรคต่างๆ ทางจิตเวชอื่นๆ ที่มีความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าสมองและสมองส่วนหน้า เช่น โรคจิตเภท โรคออทิสติก และอื่นๆ เหล่านี้น่าจะได้รับประโยชน์จากการปรับเปลี่ยนคลื่นสมองด้วยสนามแม่เหล็กชนิดอ่อนได้เช่นกัน จึงนับว่าการบำบัดด้วยวิธีสนามแม่เหล็กเพื่อปรับเปลี่ยนคลื่นไฟฟ้าสมองจะเป็นมิติใหม่ในการบำบัดรักษาโรคสมองและจิตเวชได้ในอนาคต

สำหรับผมได้มีโอกาสไปศึกษาและดูงานการบำบัดรักษาผู้ป่วยโรคสมองและระบบประสาทด้วยสนามแม่เหล็กชนิดอ่อนมากกับศาสตราจารย์ Photios Anninos ที่ประเทศกรีซ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2548 นับแต่นั้นผู้เขียนได้ศึกษาทดลองใช้การบำบัดด้วยสนามแม่เหล็กชนิดอ่อนมากกับตัวเองและผู้อื่น ผลการตอบสนองต่อการบำบัดนี้ได้ผลดี ไม่เพียงเฉพาะแต่โรคหรือความผิดปกติของสมองและระบบประสาทเท่านั้น โรคต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ ความเครียด การนอนหลับและระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ผิดปกติก็ได้ผลดีเช่นกัน

การทดลองใช้สนามแม่เหล็กชนิดอ่อนมากมาใช้บำบัดโรคสมาธิสั้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาร่วมปีร่วมกับการใช้สารอาหารเสริมต่างๆ โดยไม่ได้รับประทานยา ในกลุ่มกระตุ้นสมองและยาชนิดอื่นๆ เลย
ด้วยเหตุจากมีผลข้างเคียงของยาต่างๆ ที่รับไม่ได้
ผลของการดูแลบำบัดโดยหลายๆ อย่างร่วมกันได้ผลเป็นที่น่าพอใจ จึงคิดว่าน่าจะถ่ายทอดประสบการณ์นี้ให้ผู้อื่นได้รับรู้ข้อมูลดังต่อไปนี้

  1. การใช้สนามแม่เหล็กชนิดอ่อนมากร่วมกับการใช้สารอาหารเสริมได้ผลดีกว่าการใช้สารอาหารเสริมแต่เพียงวิธีเดียว
  2. อาการต่างๆ ของโรคสมาธิสั้นมีการตอบสนองดีขึ้น เช่น สมาธิดีขึ้น อาการอยู่ไม่นิ่ง ซนผิดปกติน้อยลง ก้าวร้าวลดลง สงบขึ้น ควบคุมตัวเองดีขึ้น
  3. พฤติกรรมดื้อ ต่อต้าน โต้เถียง ไม่เชื่อฟัง ลดน้อยลง
  4. อารมณ์ การปรับตัวและพฤติกรรมการแสดงออกต่างๆ ดีขึ้น
  5. การเรียนรู้และผลการเรียนดีขึ้น
  6. สัมพันธภาพกับคนรอบข้าง เช่น พ่อแม่ พี่น้อง ครูและเพื่อน ดีขึ้น
  7. การตัดสินใจ การวางแผนและการทำงานให้บรรลุเป้าหมายดีขึ้น
  8. การรู้จักแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดให้ถูกต้องดีขึ้น
  9. คุณภาพในการนอนหลับดีง่ายขึ้น หลับสนิทตื่นมาด้วยอารมณ์แจ่มใสสดชื่น
  10. อาการของโรคภูมิแพ้ที่เคยมีอยู่ลดลงจนหายไป
  11. กรณีฉุกเฉินที่สมองส่วนหน้ามีอาการไม่ทำงานอย่างกะทันหันจากสาเหตุใดๆ ก็ตาม การใช้สนามแม่เหล็กชนิดอ่อนมากนี้สามารถแก้ไขฟื้นฟูให้กลับมาปกติได้ภายในเวลา 10-20 นาที และเห็นผลชัดเจน
  12. สามารถแก้ไขคลื่นไฟฟ้าสมอง ที่ผิดปกติก่อนการบำบัดด้วยสนามแม่เหล็กชนิดอ่อนมากให้กลับสู่ปกติได้ภายหลังการบำบัด
  13. ผลการตรวจสนามแม่เหล็กในสมองภายหลังการบำบัดดีขึ้นกว่าก่อนการบำบัดอย่างชัดเจน ไม่มีผลเสียหรือผลข้างเคียงใดๆ เกิดขึ้น
    หากให้การบำบัดด้วยความถี่ ของสนามแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดที่อ่อนมากนี้ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมและระยะเวลานานพอดี ไม่มาก

ข้อจำกัดการบำบัดด้วยสนามแม่เหล็กชนิดอ่อนมาก

  1. ผลที่ตอบสนองของการบำบัดด้วยสนามแม่เหล็กชนิดอ่อนมากนี้ให้ผลในระยะเวลาสั้นไม่เกิน 24-48 ชั่วโมง ทำให้ผู้ป่วยต้องรับการบำบัดเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่องตลอด เช่น ทุกๆ วัน วันละ1-2 ครั้ง
  2. ถ้างดหรือหยุดหรือเลิกการบำบัดด้วยสนามแม่เหล็กชนิดอ่อนมากนี้ อาการเดิมๆ ที่เคยผิดปกติจะกลับแสดงออกเหมือนเช่นเดิมทุกประการ พูดง่ายๆ ก็คือกลับมาเป็นคนเดิม ผิดปกติเหมือนก่อนการบำบัด

ที่มา : มติชนออนไลน์

And I’m really looking forward to finally buy-essay-fast-online.com seeing some of the Himalayas.


One Response to SR3 : ประโยชน์ของสนามแม่เหล็กชนิดอ่อน

  1. magicboxaudio says:

    Lunar : Magic Resonance / BrainWave Generator

    อุปกรณ์สร้างคลื่นแม่เหล็กโลก สำหรับปรับคลื่นสมองให้มีประสิทธิภาพ

    http://www.magicboxaudio.com/lunar-brainwave-generator/

Leave a Reply

Your email address will not be published.